top of page

Search Results

พบ 179 ผลลัพธ์เมื่อไม่ระบุค่าการค้นหา

โพสต์ในบล็อก (67)

  • เจาะลึกงานฉลอง 60 ปี Echolac: นิยามใหม่ของกระเป๋าเดินทางพรีเมียมที่ใครก็เป็นเจ้าของได้

    หากพูดถึงไอคอนแห่งความทนทานและดีไซน์เหนือกาลเวลา ชื่อของ Echolac  ย่อมอยู่ในใจนักเดินทางทั่วโลกเสมอ ล่าสุดเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2569 ณ Men's Hall ชั้น 2 สยามพารากอน ได้มีการจัดงานฉลองครบรอบ 60 ปีอย่างยิ่งใหญ่ ภายใต้คอนเซปต์ “Japanese Travel Heritage”  เพื่อตอกย้ำความสำเร็จและวิสัยทัศน์ที่ต้องการยกระดับประสบการณ์การเดินทางของคนไทยให้พิเศษกว่าที่เคย Echolac 60 ปีแห่งความพิถีพิถัน : มาตรฐานญี่ปุ่นผสานนวัตกรรมโลก หัวใจสำคัญของ Echolac คือความเชื่อที่ว่า "กระเป๋าเดินทางไม่ควรทำให้ผู้ใช้ต้องกังวล"  โดยคุณกอบกุล ฟอน ฮาร์ตมันฮาร์เตวา ผู้บริหารแบรนด์ ได้แชร์เบื้องหลังความสำเร็จที่ยาวนานถึง 6 ทศวรรษ ว่าแบรนด์เริ่มต้นจากแนวคิด ‘ความพิถีพิถันแบบญี่ปุ่น’ ที่เน้นความเนี้ยบและความทนทานเป็นหลัก สิ่งที่ทำให้ Echolac โดดเด่นและแตกต่าง: มาตรฐานระดับสากล:  สินค้าทุกชิ้นผ่านการควบคุมคุณภาพ ISO 9001 และทดสอบจริงทุกชิ้นส่วน ดีไซน์ที่สมดุล:  ยึดหลักการที่ว่า "ถ้าสวยแต่ไม่ทน เราไม่เรียกว่าพรีเมียม" การันตีด้วยรางวัลระดับโลก:  ไม่ว่าจะเป็นรางวัลจากสถาบัน Stiftung Warentest  เยอรมนี รวมถึงรางวัลดีไซน์ยอดเยี่ยมอย่าง Red Dot Design Award  และ Japanese Good Design Award Exclusive Talk: 3 นิยามความประทับใจจากไอคอนแถวหน้า ภายในงานได้รับเกียรติจากแขกรับเชิญพิเศษ 3 ท่าน ที่มาร่วมแชร์ประสบการณ์การใช้งานจริง: ความเรียบหรูที่มั่นใจ – คุณแอน ทองประสม เจ้าหญิงแห่งวงการบันเทิงเลือก รุ่น Dynasty Trunk  เพราะความ Timeless ที่ดูหรูหราแบบไม่ต้องพยายาม "สำหรับแอน กระเป๋าเดินทางคือ First Impression ที่ต้องส่งเสริมภาพลักษณ์ และต้องทนทานจริง" ฟังก์ชันที่ตอบโจทย์ชีวิต Extreme – คุณลุค อิชิกาว่า พลาวเดน สำหรับสายลุยอย่างคุณลุค เทใจให้ รุ่น Logic Pro  ด้วยจุดเด่นเรื่องล้อที่ลื่น เงียบ และนิ่งมาก แถมยังถูกออกแบบมาให้เปลี่ยนล้อเองได้ง่าย ตอบโจทย์คนเดินทางบ่อยที่ต้องการความคล่องตัว ดีไซน์ที่มีเหตุผล – คุณตุลย์ ภากร ในฐานะสถาพนิก คุณตุลย์เลือก รุ่น Shogun Evo  เพราะดีไซน์ Minimal Modern ที่เส้นสายบนตัวกระเป๋าไม่ได้มีไว้แค่ความสวยงาม แต่ช่วยรับแรงกระแทกได้ดีเยี่ยม พร้อมช่องใส่ Laptop ด้านหน้าที่หยิบใช้งานสะดวก บทสรุปของความพรีเมียมที่ "สัมผัสได้จริง" งานฉลอง 60 ปีในครั้งนี้ คือการยืนยันว่า Echolac พร้อมเดินเคียงข้างนักเดินทางด้วยนวัตกรรมที่ไม่หยุดนิ่ง ในฐานะแบรนด์พรีเมียมจากญี่ปุ่นที่คนไทยเข้าถึงได้ ทั้งในด้านคุณภาพมาตรฐานโลกและราคาที่คุ้มค่าที่สุด สัมผัสประสบการณ์การเดินทางระดับตำนาน:  เลือกกระเป๋าที่ใช่สำหรับทริปถัดไปของคุณได้กับ Echolac  หรือที่เคาน์เตอร์ในห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วประเทศ

  • ✈️ อัปเดตด่วน! การบินไทย (Thai Airways) ปรับนโยบายกระเป๋าครั้งใหญ่ เปลี่ยนจาก "น้ำหนัก" เป็น "จำนวนชิ้น" (เริ่มเที่ยวบิน มี.ค. 69)

    การบินไทยปรับนโยบายกระเป๋า สายเที่ยว สายบิน เตรียมตัวให้พร้อม! การบินไทย (Thai Airways) ประกาศเปลี่ยนแปลงนโยบายการโหลดสัมภาระใต้ท้องเครื่องครั้งสำคัญ โดยเปลี่ยนจากระบบเดิมที่คิดกระเป๋าตาม "น้ำหนักรวม" (Weight Concept) มาเป็นระบบ "จำนวนชิ้น" (Piece Concept) เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล การเปลี่ยนแปลงนี้มีผลกับใคร เมื่อไหร่ และเราจะได้โควตากระเป๋ากี่ใบ? bbag  สรุปประเด็นสำคัญมาให้แล้วครับ เช็คเลยก่อนจัดกระเป๋าทริปหน้า! 📅 เริ่มใช้เมื่อไหร่? กฎใหม่นี้เริ่มบังคับใช้สำหรับบัตรโดยสารที่เข้าเงื่อนไขดังนี้ครับ: วันที่จอง/ออกตั๋ว :  ตั้งแต่ 25 พฤศจิกายน 2568  เป็นต้นไป วันที่เดินทาง :  ตั้งแต่ 02 มีนาคม 2569  เป็นต้นไป ใครจองตั๋วช่วงนี้เพื่อบินปีหน้า ต้องดูตารางใหม่นี้เลย! 🌏 1. เส้นทางระหว่างประเทศ (International) Piece Concept Thai Airway 🇹🇭 2. เส้นทางภายในประเทศ (Domestic) สำหรับบินในประเทศ จำง่ายมาก "ได้คนละ 1 ชิ้น"  ทุกชั้นโดยสาร แตกต่างกันที่น้ำหนัก Royal Silk Class:  1 ชิ้น (32 กก.) Economy Class (ทุกประเภท):  1 ชิ้น (23 กก.) ⚠️ กฎเหล็กเรื่อง "ขนาด" ที่ห้ามลืม! อันนี้สำคัญมากสำหรับลูกค้า bbag! ในระบบ Piece Concept นอกจากน้ำหนักแล้ว "ขนาดของกระเป๋า" ก็เคร่งครัดขึ้น 👉 กระเป๋าทุกชิ้น ต้องมีขนาดรวม (กว้าง + ยาว + สูง) ไม่เกิน 158 ซม. (หรือ 62 นิ้ว) สรุปจาก bbag : การบินไทย การเปลี่ยนนโยบายมาใช้ระบบ "จำนวนชิ้น" หมายความว่าเราไม่สามารถรวมน้ำหนักหลายๆ ใบเข้าด้วยกันได้เหมือนเมื่อก่อนแล้ว ถ้าโควตาบอกว่า 1 ชิ้น 23 กก. แม้คุณจะมีกระเป๋าเล็กๆ 2 ใบที่น้ำหนักรวมกันไม่ถึง 23 กก. ก็ไม่สามารถโหลดฟรีได้ (ต้องจ่ายค่าน้ำหนักเกินใบที่ 2) Tips:  การมีกระเป๋าเดินทางที่ "น้ำหนักเบา" แต่ "จุของได้เยอะ" และมี "ขนาดได้มาตรฐาน (ไม่เกิน 158 ซม.)" จึงสำคัญมากๆ ในยุคนี้ เพื่อให้คุณใช้โควตาน้ำหนัก 23 หรือ 32 กก. ต่อใบได้อย่างคุ้มค่าที่สุด 🎒 มองหากระเป๋าเดินทางคู่ใจใบใหม่ที่ตอบโจทย์กฎการบินไทย รองรับนโยบายใหม่ แวะมาเลือกช้อปที่ bbag.co.th  ได้เลยครับ เราคัดมาให้แล้วว่าเป๊ะทุกใบ!

  • [อัปเดต] JESTA คืออะไร? ญี่ปุ่นเตรียมใช้ระบบคัดกรองใหม่ 2028 คนไทยต้องรู้ก่อนบิน!

    เคยไหม? แค่มีพาสปอร์ตไทยก็บินไปเที่ยวญี่ปุ่นได้เลยแบบตัวปลิว... แต่เร็วๆ นี้กฎนี้กำลังจะเปลี่ยนไป! รัฐบาลญี่ปุ่นประกาศเตรียมนำระบบ JESTA มาใช้คัดกรองนักท่องเที่ยวล่วงหน้า ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงกับคนไทยแน่นอน วันนี้เราจะมาเจาะลึกแบบเนื้อๆ ว่า JESTA คืออะไร และเราต้องเตรียมตัวยังไงบ้าง JESTA คืออะไร? ทำไมต้องมี? JESTA  ย่อมาจาก Japan Electronic System for Travel Authorization   คือ ระบบอนุญาตเดินทางทางอิเล็กทรอนิกส์รูปแบบใหม่ที่บังคับใช้กับนักท่องเที่ยวจากประเทศที่ได้รับสิทธิ "ยกเว้นวีซ่า" (รวมถึงประเทศไทยด้วย) พูดง่ายๆ คือ ถึงแม้เราจะไม่ต้องขอวีซ่าเล่มใหญ่แบบสมัยก่อน แต่เราต้อง "ขออนุญาตออนไลน์"  ก่อนขึ้นเครื่องนั่นเอง ระบบนี้ถอดแบบมาจากระบบ ESTA ของสหรัฐอเมริกา เพื่อความปลอดภัยและลดปัญหาการแอบเข้ามาทำงานผิดกฎหมาย สรุปข้อมูลสำคัญ JESTA ที่นักท่องเที่ยวไทยต้องรู้ หัวข้อ รายละเอียด กลุ่มเป้าหมาย พลเมืองจาก 71 ประเทศ/ดินแดนที่ "ฟรีวีซ่า" (รวมไทย) วันเริ่มใช้งาน ปรับแผนใหม่ เลื่อนมาเริ่มใช้ปี 2028 (พ.ศ. 2571) ค่าธรรมเนียม คาดการณ์อยู่ที่ประมาณ 3,000 เยน  (ประมาณ 700-800 บาท) ขั้นตอนการทำ ยื่นคำขอออนไลน์ และต้องได้รับอนุมัติ "ก่อน" ออกเดินทาง ทำไมญี่ปุ่นถึงต้องใช้ระบบ JESTA? นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นระบุว่า ระบบนี้จะช่วยสร้าง "สังคมที่ชาวญี่ปุ่นและชาวต่างชาติอยู่ร่วมกันอย่างเป็นระเบียบ"  โดยมีวัตถุประสงค์หลักคือ: ป้องกันการเข้าประเทศของบุคคลที่ไม่พึงประสงค์:  คัดกรองผู้ที่มีความเสี่ยงก่อนจะเหยียบแผ่นดินญี่ปุ่น แก้ปัญหาแรงงานผิดกฎหมาย:  ลดจำนวนคนไทยหรือชาติอื่นๆ ที่แอบไปทำงานหรืออยู่เกินกำหนด (Overstay) อำนวยความสะดวก:  สำหรับนักท่องเที่ยวที่ไม่มีปัญหา ระบบนี้จะช่วยให้ขั้นตอนที่ด่านตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) รวดเร็วยิ่งขึ้น ขั้นตอนการเตรียมตัว (Prepare for 2028) หากคุณวางแผนจะไปชมซากุระหรือไปเล่นสกีที่ญี่ปุ่นในปี 2028 เป็นต้นไป สิ่งที่ต้องเพิ่มเข้ามาใน Check-list คือ: ลงทะเบียนออนไลน์:  กรอกข้อมูลผ่านเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันผ่านระบบ JESTA ล่วงหน้าก่อนเดินทาง ระบุวัตถุประสงค์:  แจ้งรายละเอียดการเข้าพัก สถานที่ที่จะไป และข้อมูลส่วนตัว รอผลอนุมัติ:  หากระบบตรวจสอบแล้ว "ผ่าน" คุณถึงจะสามารถซื้อตั๋วหรือขึ้นเครื่องได้ ตรวจสอบวันหมดอายุ:  ปกติระบบแบบนี้จะมีอายุการใช้งาน (เช่น 2-3 ปี) ต้องคอยเช็กว่า JESTA ของเรายังไม่หมดอายุ มีค่าธรรมเนียม:  คาดว่าจะมีค่าธรรมเนียมเล็กน้อยในการดำเนินการ (คล้ายกับระบบ ETA ของอังกฤษหรือ ESTA ของอเมริกา) เตรียมตัวอย่างไรไม่ให้ทริปล่ม? ถึงแม้ระบบ JESTA จะยังไม่เริ่มใช้ในวันนี้ แต่การเตรียมตัวเป็นเรื่องสำคัญ: ติดตามข่าวสาร:  อัปเดตประกาศจากสถานทูตญี่ปุ่นอย่างใกล้ชิด ช็กพาสปอร์ต:  ตรวจสอบวันหมดอายุพาสปอร์ตให้มีอายุเหลือมากกว่า 6 เดือนเสมอ อุปกรณ์การเดินทางต้องพร้อม:  ไม่ว่าระบบจะเปลี่ยนไปแค่ไหน แต่ กระเป๋าเดินทางคุณภาพดี และ อุปกรณ์จัดระเบียบ  จาก bbag.co.th  จะช่วยให้ทริปญี่ปุ่นของคุณราบรื่นและดูดีเสมอ #Jesta #ญี่ปุ่น สรุป: JESTA ไม่ใช่การกลับไปขอวีซ่าแบบยากๆ แต่เป็นเพียงการ "ลงทะเบียนล่วงหน้า" เพื่อความปลอดภัย ใครที่มีประวัติเที่ยวใสสะอาด ไม่ต้องกังวลเลย ไปเที่ยวได้สบายใจแน่นอน!

ดูทั้งหมด
bottom of page